การประกันราคาสินค้าเกษตรเบื้องต้น
การทำเกษตรกรรมถือเป็นวิถีชีวิตมากกว่าอาชีพ
เช่นเดียวกับวัฒนธรรมที่ตกทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ในกิจกรรมการเกษตรมีหลายสิ่งที่เกษตรกรสามารถควบคุมและจัดการได้
เช่น การเลือกชนิดพืชผลที่จะปลูก
เลือกได้ว่าที่จะทำปศุสัตว์ด้วยหรือไม่
แต่ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ เช่น
สภาวะอากาศ เหตุกาณ์ต่างๆในโลก
หรืออุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรนั้นๆ
มีเหตุการณ์และสถานการณ์อีกหลายอย่างที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดเองได้
แต่เหตุการณ์และสถานการณ์เหล่านี้กลับก่อให้เกิดผลกระทบให้กิจการของเกษตรกรเสียหายอย่างมหาศาลได้
กุญแจสำคัญของความสำเร็จของเกษตรกรคือการเรียนรู้วิธีการที่จะจัดการกับผลกระทบเหล่านั้นสร้างความเสียหายต่อผลประกอบการให้น้อยที่สุด
การศึกษาเรียนรู้ที่จะใช้ฟิวเจอร์และออปชั่นในการวางแผนการตลาด
จะช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการกับผลกระทบและกำหนดผลกำไรขาดทุนของเกษตรกรได้เอง
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา
ยังมีเกษตรกรหลายรายมิได้ตระหนักว่าการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของราคาเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ
และปล่อยให้ราคาขายผลผลิตของตนขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ
ภาวะเศรษฐกิจ หรือปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ
ที่มีผลต่ออุปสงค์และอุปทานของผลผลิต
แต่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้และทำให้ราคาของผลผลิตย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยเสมอ
ทั้งนี้อาจเนื่องด้วยความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาไม่เกิดผลเสียหายที่ชัดเจนเหมือนเความเสียหายอื่นๆในการดำเนินธุรกิจ
เช่น เครื่องมืออุปกรณ์พัง หรือทรัพย์สินสูญหาย
ตลอดช่วงระยะเวลาของการทำการเกษตรในฤดูกาลหนึ่งๆ
ตั้งแต่เริ่มหว่านเมล็ด เพาะปลูก จนช่วงเก็บเกี่ยว
เกษตรกรจำเป็นต้องประมาณการณ์ว่าราคาขั้นต่ำของผลผลิตของตนจะเป็นเท่าไร่
เกษตรกรล้วนมีต้นทุนจากการลงทุนในเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องมือ
และแรงงาน เกษตรกรจึงมีความเสี่ยง
หากราคาขายผลผลิตต่ำเกินกว่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่าย
และอาจไม่มีกำไรเลยก็ได้ แน่นอนว่าดินฟ้าอากาศ ภาวะเศรษฐกิจ
และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆเกษตรกรย่อมไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมได้โดยตรง
แต่ข่าวดีก็คือเกษตรกรสามารถเลือกที่จะกำหนดหรือบริหารจัดการกับความเสี่ยงจากผลของปัจจัยเหล่านี้ได้
การบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา
ในรอบฤดูกาลหนึ่งๆ
เกษตรกรจะสามารถทำกำไรงามๆจากราคาขายผลผลิตสูงๆมีเพียงไม่กี่ครั้ง
หากเกษตรกรทราบวิธีการล็อคราคาขายได้ตั้งแต่เริ่มการเพาะปลูก
หรือระหว่างการเก็บเกี่ยว หรือระหว่างที่ผลผลิตรอการจำหน่าย
เกษตรกรก็จะได้ประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดที่เกิดขึ้น
ในการนี้เกษตรกรสามารถใช้การขายล่วงหน้า
เพื่อลดความเสี่ยงจากการขายต่ำกว่าต้นทุน และสามารถมีผลการ
ดำเนินงานที่สร้างผลกำไรได้
ในทางปฏิบัติเกษตรกรมีทางเลือกในการประกันราคาขายได้หลายวิธีทั้งในตลาดซื้อขายล่วงหน้าและในตลาดซื้อขายเงินสด
เกษตรกรอาจเลือกทำการตกลงราคาขายไว้ล่วงหน้ากับพ่อค้าคนกลางตั้งแต่ก่อนเริ่มเก็บเกี่ยว
ในราคาที่แน่นอน
ซึ่งในทางกลับกันพ่อค้าคนกลางเองก็สามารถซื้อสินค้าจากเกษตรกรล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านต้นทุนการซื้อสินค้าของตนเองด้วย
เกษตรกรอาจเลือกที่จะป้องกันความเสี่ยงในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่จัดตั้งเป็นทางการ
ซึ่งหลายๆครั้ง ราคาซื้อขายในตลาดทางการมักให้ราคาที่ดีกว่า
และมีความยืดหยุ่นในการเข้ามาซื้อขายมากกว่าการทำข้อตกลงล่วงหน้ากันเอง
แต่การเข้ามาซื้อขายในตลาดทางการเช่นนี้
เกษตรกรจำเป็นต้องมีความเข้าใจในกลไก และกลยุทธ์ต่างๆ ด้วย
ราคาเป้าหมายที่จะทำการประกันราคา
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการประกันราคาให้ประสบความสำเร็จ คือ
ก่อนที่เกษตรกรจะเข้ามาประกันราคา
เขาจะต้องมีราคาเป้าหมายที่จะครอบคลุมต้นทุนการผลิต
และสร้างผลกำไรให้เกษตรกรเสียก่อน
มีหลายวิธีที่จะกำหนดราคาเป้าหมายในการประกันราคา
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการประมาณการราคาผลผลิตจากราคาในอดีตและบวกด้วยปัจจัยด้านเงินเฟ้อ
หรืออาจใช้ราคาประมาณการของหน่วยงานราชการทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น
เป็นราคาขายที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การใช้ต้นทุนการผลิต
บวกด้วยอัตรากำไรที่สมเหตุสมผล
น่าจะเป็นการกำหนดช่วงของราคาเป้าหมายของการประกันที่เหมาะสม
และยืดหยุ่นต่อการทำการประกันราคาที่สุด
ซึ่งช่วงของราคาเป้าหมายที่กำหนดไว้อาจเป็นจริงได้หรือไม่ก็ได้
เป็นที่แน่นอนว่าเกษตรกรทุกคนย่อมอยากที่จะขายผลผลิตของตนได้ในราคาที่เป็นราคาสูงสุดของปีนั้น
แต่การกำหนดราคาที่มีกำไรสมเหตุสมผล
น่าจะเป็นราคาเป้าหมายที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรที่สุขุมรอบคอบ
ตัวอย่างการกำหนดช่วงราคาเป้าหมายในการประกันราคา
หากให้
|
A = |
ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ของปีที่แล้ว |
| B = |
ประมาณการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปีก่อน เช่น
การใช้ยากำจัดแมลง เพิ่มขึ้นเกินกว่าปกติ
หรือต้นทุนด้านชลประทานที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากความแล้ง |
|
C = |
อัตราเงินเฟ้อปีปัจจุบัน(%) |
| D = |
ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ = (A+/-B) x
C |
|
E = |
ประมาณการต้นทุนการผลิตต่อไร่ = (A+/-B)+D |
| F = |
ประมาณการปริมาณผลผลิตต่อไร่ (เช่น ตัน/ไร่, กก./ไร่) |
|
G = |
ประมาณการต้นทุนต่อตัน (บาท/ตัน, บาท/กก.) = E/F |
| H = |
อัตรากำไรที่ต้องการ(%) |
|
I = |
ราคาขายเป้าหมาย = G x (1+ H%) |
ช่วงของราคาระหว่างจุดคุ้มทุน (G) และราคาเป้าหมาย (I)
สามารถพิจารณาว่าเป็นช่วงของราคาเป้าหมาย
หากราคาของสัญญาล่วงหน้าในเดือนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดเคลื่อนมาอยู่ในช่วงของราคานี้
เกษตรกรควรจะทำการขายล่วงหน้าเพื่อประกันราคาขาย
และกำหนดกำไรของตนเองได้
ในตลาดซื้อขายเงินสด
ผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่นอาจมีข้อเสนอในการทำข้อตกลงได้หลายอย่างเพื่อเป็นการประกันราคา
เช่น ซื้อขายข้อตกลงราคาล่วงหน้า
หรือทำข้อตกลงประกันราคาซื้อขายขั้นต่ำ เป็นต้น
เกษตรกรควรพิจารณาเลือกทำข้อตกลงในตลาดซื้อขายเงินสดโดยพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ
ทั้งการคาดการณ์ภาวะตลาด และราคาที่ผู้ค้าคนกลางเสนอ
สำหรับตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นตลาดทางการ
เกษตรกรก็สามารถกำหนดราคาตลาดของผลผลิตของตนโดยใช้กลไกของตลาด
ซึ่งมีเครื่องมือให้เลือกใช้ทั้งสัญญาล่วงหน้า
และตราสารออปชั่น
การประกันราคาขายโดยใช้สัญญาล่วงหน้าเป็นการล็อคราคาขายของเกษตรกร
ให้ได้รับราคาชขายที่แน่นอนไม่ว่าราคาในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลง
ในขณะที่การใช้ตราสารออปชั่นเป็นการกำหนดราคาขายขั้นต่ำของเกษตรกร
แต่ไม่ปิดโอกาสในการขายในราคาที่สูงขึ้น
หากราคาตลาดในอนาคตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเครื่องมือใดจะเหมาะสม
ก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดเป้าหมายราคาของเกษตรกร และสภาวะตลาด
ในบทความต่อไปจะแสดงให้เห็นถึงกลไกและเหตุผลที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นทางการถึงมีเครื่องมือที่หลากหลายในการประกันราคาให้กับเกษตรกร
การประกันราคาด้วยสัญญาล่วงหน้า
คุณประโยชน์จากการป้องกันความเสี่ยงของราคาโดยใช้สัญญาล่วงหน้าคือ
ความสามารถในการกำหนดราคาขายผลิตผลของเกษตรกรได้เองล่วงหน้า
ประโยชน์ข้อนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและการขายประจำปีได้
โดยสามารถจัดการกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ
เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ สภาวะดินฟ้าอากาศ
หรือวิกฤติการณ์ของโลก
เกษตรกรผู้ประกันความเสี่ยง (Hedger) สามารถแบ่งได้เป็น
สองประเภท คือ ผู้ที่ขายเพื่อประกันความเสี่ยง
และผู้ที่ซื้อเพื่อประกันความเสี่ยง
เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตพืชผล เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
จะต้องนำออกมาขาย ดังนั้นเกษตรกรประเภทนี้
จึงมีสถานะเป็นผู้ขาย
การประกันความเสี่ยงทำได้โดยการขายล่วงหน้า
เรียกผู้ประกันความเสี่ยงประเภทนี้ว่า ผู้ขายประกันความเสี่ยง
(short hedger) ส่วนเกษตรกรที่ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือปศุสัตว์
เป็นผู้ที่ต้องซื้อพืชผลเพื่อเป็นอาหารสำหรับฟาร์มปศุสัตว์ของตน
สามารถประกันราคาต้นทุนการซื้ออาหารสัตว์ได้โดยซื้อล่วงหน้าเพื่อประกันความเสี่ยง
เรียกว่าเป็นผู้ซื้อเพื่อประกันความเสี่ยง
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการประกันความเสี่ยงของผู้ขาย
ในการกำหนดราคาขายเพื่อประกันราคาขายล่วงหน้าของผู้ขาย
มีสิ่งที่ผู้ขายจำเป็นต้องรู้ สอง สิ่ง ประการแรกคือ
เกษตรกรนั้นต้องรู้ราคาในอนาคตของผลผลิตที่จะขาย
มีสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายล่วงหน้าหลายอย่าง เช่น ข้าวโพด
ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ท ข้าวสาลี เป็นต้น
ราคาล่วงหน้าของสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้มีแสดงอยู่ในหนังสือพิมพ์ทางธุรกิจรายวันอยู่แล้ว
เกษตรกรสามารถตรวจสอบราคาดูได้ว่าราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนมีราคาซื้อขายในอนาคตที่ระยะเวลาต่างๆ
เป็นเท่าไร
ซึ่งเกษตรกรอาจจะตรวจสอบราคาล่วงหน้าของผลผลิตของตนจากผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่นก็ได้
ประการต่อมาที่เกษตรกรต้องรู้ คือ การคาดการณ์ค่าเบสิส (basis)
หรือส่วนต่างของราคาล่วงหน้ากับราคาปัจจุบันที่ซื้อขายโดยผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่น
ค่าเบสิสนี้เกิดจากความแตกต่างของต้นทุนค่าขนส่ง ค่าเก็บรักษา
อุปสงค์และอุปทานที่แตกต่างกันของท้องถิ่นกับตลาดกลาง
ส่วนต่างของราคานี้มีส่วนสำคัญมากต่อจำนวนเงินที่เกษตรกรจะได้รับจากการทำข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า
|
Basis = Spot price Future price |
ราคาท้องถิ่น $5.35 ต่อถัง
ราคาล่วงหน้า $5.50 ต่อถัง
ส่วนต่างราคา (basis) 53.5-5.50 = -0.15 ต่อถัง |
สมมติว่าส่วนต่างราคาอยู่ต่ำกว่าราคาซื้อขายของสัญญาเดือนพฤศจิกายน
อยู่ 15 เซนต์
หรืออีกนัยหนึ่งคือราคาซื้อขายที่ท้องถิ่นต่ำกว่าราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่
15 เซนต์
ในแต่ละปี
เกษตรกรจะพบว่าส่วนต่างราคาของพืชผลในตลาดซื้อขายล่วงหน้ากับในตลาดท้องถิ่นในแต่ละช่วงเดือนสามารถคาดการณ์ได้
และค่อนข้างจะคงที่
แม้ว่าราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ
แต่ส่วนต่างของราคาล่วงหน้ากับราคาท้องถิ่นจะค่อนข้างคงที่หรือมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
ในการขายล่วงหน้าเพื่อประกันราคา
เกษตรกรจึงควรคำนึงถึงส่วนต่างราคาขณะที่มีการขายสินค้าจริงนี้มากกว่าราคา
ตัวอย่างเช่น ถ้าเกษตรกรต้องการขายผลผลิตในเดือนตุลาคม
เกษตรกรควรพิจารณาส่วนต่างราคาที่จะเกิดขึ้นในเดือนนั้น
โดยเปรียบเทียบราคาซื้อขายในท้องถิ่นของเดือนตุลาคม
กับราคาซื้อขายของสัญญาส่งมอบเดือนพฤศจิกายนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า
ส่วนต่างราคานี้จะช่วยให้เกษตรกรได้ว่าในวันที่จะขายผลผลิตนั้นราคาขายควรอยู่ในช่วงราคาที่เท่าใด
และจะมีกำไรจากการขายล่วงหน้าเท่าใด
การคำนวนส่วนต่างราคา
วิธีการที่ดีที่สุดในการคำนวนหาส่วนต่างราคา
คือดูส่วนต่างราคาในอดีต
โดยสามารถใช้ส่วนต่างเฉลี่ยของส่วนต่างหลายๆปีมาใช้ได้ เช่น
หากในเดือนตุลาคมปีที่แล้วส่วนต่างของราคาท้องถิ่นกับราคาล่วงหน้าส่งมอบเดือนพฤศจิกายน
อยู่ที่ -18 เซนต์ (ราคาท้องถิ่นน้อยกว่าราคาล่วงหน้า 18
เซนต์) และปีก่อนหน้านี้ ส่วนต่างราคาในช่วงเดียวกันเป็น -21
เซนต์ และ -17 เซนต์
เกษตรกรสามารถประมาณการส่วนต่างราคาโดยใช้ค่าเฉลี่ยของทั้ง 3
ปีได้
หากไม่ใช่ราคาเฉลี่ย
อีกวิธีหนึ่งคือดูส่วนต่างของราคาเฉพาะในปีที่มีปัจจัยแวดล้อมด้านการผลิตที่ใกล้เคียงกับปีปัจจุบัน
เช่น มีสถานะการณ์ภัยแล้ง เป็นต้น
หน่วยงานราชการและผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่นสามารถเป็นแหล่งข้อมูลเรื่องราคาในตลาดปัจจุบันที่ดีได้
ส่วนต่างราคาในแต่ละท้องถิ่นย่อมไม่เท่ากัน
เกษตรกรจึงควรคำนึงจากราคาในท้องถิ่นตัวเองเทียบกับราคาล่วงหน้าในตลาดที่เป็นทางการ
อย่างไรก็ตามส่วนต่างราคานี้อาจจะประมาณการได้ไม่ถูกต้องเป๊ะเสียทีเดียว
แต่ราคาที่ประมาณการณ์ด้วยวิธีที่กล่าวมาจะช่วยในการคำนวนช่วงราคานี้เหมาะสมในการขายได้
ผู้ค้าคนกลางหลายรายมีการเสนอสัญญาส่วนต่างราคา
สัญญาลักษณะนี้ช่วยให้เกษตรกรกำหนดส่วนต่างราคาไว้ล่วงหน้าได้
ตัวอย่างเช่น
เกษตรกรกับผู้ค้าคนกลางมีการทำสัญญาส่วนต่างราคาสำหรับเดือนตุลาคม
อยู่ที่ -18 เซนต์
(ราคาท้องถิ่นน้อยกว่าราคาล่วงหน้าของสัญญาส่งมอบเดือนพฤศจิกายนอยู่
18 เซนต์)
เกษตรกรจะสามารถนำส่วนต่างราคาที่ทำสัญญาไว้แล้วมาคำนวนช่วงราคาขายล่วงหน้าของตนได้
การกำหนดราคาขาย
ในการคำนวนราคาขายที่คาดหวังในอนาคตของผลผลิต
เกษตรกรสามารถทำได้โดยนำราคาซื้อขายล่วงหน้า บวก
ส่วนต่างราคาในเดือนนั้น
ตัวอย่างเช่น
ในเดือนพฤษภาคม
เกษตรกรผู้ขายถั่วเหลืองพบว่าสัญญาล่วงหน้าส่งมอบถั่วเหลืองเดือนพฤศจิกายนมีการซื้อขายกัน
อยู่ที่$5.50
หากเกษตรกรคาดว่าส่วนต่างราคาของเดือนตุลาคมเท่ากับ -20
เกษตรกรสามารถล๊อคราคาขายผลผลิตถั่วเหลืองของตน ไว้ที่ $5.30
|
ราคาล่วงหน้า + ส่วนต่างราคาประมาณการณ์
(ณ.เดือนพฤษภาคม)= ราคาขายที่คาดหวัง |
$5.50 - $0.20 = $5.30 |
เมื่อเกษตรกรได้ประกันราคาโดยขายล่วงหน้าไว้แล้ว
สิ่งที่จะกระทบต่อผลกำไรของเกษตรกรมีเพียงสิ่งเดียว คือ
การเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างราคา
หากส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้นจริงในเดือนตุลาคม อ่อนค่าลง
(เป็นลบมากขึ้นหรือเป็นบวกน้อยลง) ราคาที่ขายได้จริงจะลดลง
เช่น ส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ -22 เซนต์
ราคาขายถั่วเหลืองจริงจะอยู่ที่ $5.28 ไม่ใช่ $5.30
ในทางกลับกัน
ถ้าส่วนต่างแข็งขึ้น(เป็นบวกมากขึ้นหรือเป็นลบน้อยลง)
ราคาขายได้จริงจะมากขึ้น เช่น
ถ้าส่วนต่างราคาที่เกิดจริงอยู่ที่ 17 เซนต์
ราคาขายถั่วเหลืองจะอยู่ที่ $5.33
ดังนั้น การประกันราคาขายโดยใช้ข้อตกลงล่วงหน้า
ช่วยให้เกษตรกรชดเชยความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา
แต่เกษตรกรยังคงมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของเบสิส (basis)
หรือส่วนต่างราคา
อย่างไรก็ตามค่าเบสิสนี้ตามปกติแล้วสามารถประมาณการณ์ได้ง่าย
และมีความแปรปรวนน้อยกว่าราคาสินค้า
ในการหาค่า และการกำหนดเบสิส เพื่อประมาณการณ์ราคาล่วงหน้า
เกษตรกรสามารถคำนวนโดยใส่ข้อมูลลงในตารางคำนวนข้างล่างนี้
|
สัปดาห์ที่ |
วันที่
|
ราคาขายในท้องถิ่น |
ราคาขายสัญญาล่วงหน้าเดือนใกล้ |
ค่าเบสิส |
|
1 |
|
|
|
|
|
2 |
|
|
|
|
|
3 |
|
|
|
|
ค่าเบสิสคือความสัมพันธ์ของราคาขายในท้องถิ่น
กับราคาขายล่วงหน้าในตลาดซื้อขายล่วงหน้า
ในทุกๆวันเกษตรกรสามารถสอบถามราคาขายในท้องถิ่นจากผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่น
และราคาขายล่วงหน้าในวันเดียวกันนั้นได้จากข้อมูลที่ลงในหนังสือพิมพ์ธุรกิจ
เมื่อได้ราคาทั้งสองแล้ว นำมาคำนวนหาค่าเบสิส
แล้วเก็บเป็นสถิติในแต่ละวันไว้ในตาราง
จากการเก็บข้อมูลค่าเบสิสในอดีต
เกษตรกรสามารถคาดคะเนค่าเบสิสในอนาคตได้
หากเกษตรกรไม่ได้เก็บข้อมูลราคาขายของตนไว้มาก่อน
ก็สามารถตรวจสอบสถิติย้อนหลังจากผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่นได้
เกษตรกรควรคำนวนหาค่าเบสิสย้อนหลังกลับไป 5-10 ปี
เพื่อสามารถเปรียบเทียบค่าเบสิสแต่ละปี
ซึ่งเป็นข้อมูลที่มากเพียงพอให้เกษตรกรกำหนดค่าเบสิสได้เหมาะสมว่าควรใช้ค่าเฉลี่ยของเบสิส
หรือจะเลือกใช้ค่าเบสิสของปีที่มีสภาวะแวดล้อมเหมือนปีปัจจุบัน
การขายล่วงหน้าเพื่อประกันความเสี่ยง
สมมติเกษตรกร คำนวนแล้วว่าต้นทุนการผลิตข้าวโพดของตนอยู่ที่
$280 ต่อ เอเคอร์ และคาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวโพด 140
ถังต่อเอเคอร์ นั่นคือเกษตรกรมีต้นทุนเท่ากับ $280/140= $2.00
ต่อถัง
ในเดือนมีนาคม เกษตรเริ่มปลูกข้าวโพด
และเมื่อตรวจดูราคาซื้อขายล่วงหน้าของข้าวโพด
เกษตรกรอาจพบว่าราคาที่ซื้อขายกันอยู่ มีผลกำไรที่น่าพอใจ
จึงต้องการขายล่วงหน้าเพื่อประกันราคาข้าวโพดของตนไว้
เกษตรกรสามารถทำการประกันราคาได้หลายวิธี
เมื่อเกษตรกรรู้กำหนดวันที่จะขายผลผลิตของตนแล้ว
เช่นกำหนดขายในเดือนตุลาคม
และสัญญาซื้อขายข้าวโพดล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคม
เป็นสัญญาล่วงหน้าที่มีเดือนครบกำหนดที่ใกล้ที่สุด
ในเดือนมีนาคม สัญญาส่งมอบเดือนธันวาคมซื้อขายกันที่ $2.50
ต่อถัง และเกษตรกรพบว่าสถิติในรอบ 10 ปี
ค่าเฉลี่ยของค่าเบสิสในท้องที่ของตนอยู่ที่ -15 เซนต์
หมายความว่าราคาขายในท้องถิ่นเดือนตุลาคม
โดยเฉลี่ยแล้วจะต่ำกว่าราคาล่วงหน้าเดือนธันวาคมอยู่ 15 เซนต์
หากว่าผู้ค้าคนกลางที่รับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร
มีข้อตกลงค่าเบสิสล่วงหน้าที่ -19
สำหรับการส่งมอบในเดือนตุลาคม
หมายความว่าตามข้อตกลงนี้ราคาซื้อขายจะต่ำกว่าราคาล่วงหน้า 19
เซนต์
จากวิธีการคำนวนราคาล่วงหน้าที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
หากเกษตรกรผู้ขายข้าวโพดรายนี้
ทำการประกันความเสี่ยงโดยใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคม
ราคาประมาณการณ์ในท้องถิ่นที่เกษตรกรจะขายได้ในเดือนตุลาคม
จะเท่ากับ $2.35 ต่อถัง
|
ราคาสัญญาล่วงหน้า(ส่งมอบเดือนธันวาคม) + ค่าเบสิส = ราคาขายท้องถิ่น เดือนตุลาคม |
$2.50 - $0.15 = $2.35 |
จากการประกันราคานี้ เกษตรกรจะได้กำไรจากการประกันราคาข้าวโพด
35 เซนต์ต่อถัง
|
ราคาขาย $2.35 ต่อถัง
ต้นทุน $2.00 ต่อถัง
กำไร $0.35 ต่อถัง |
จากขั้นตอนเหล่านี้ เกษตรกรสามารถคาดการณ์ราคาขายสินค้าของตน
ในแต่ละช่วงเวลาที่จะขายผลผลิตได้ ตามการคำนวนนี้
|
ราคาสัญญาล่วงหน้า + ค่าเบสิส ประมาณการณ์
|
=
ราคาขายในท้องถิ่นที่คาดหวัง |
|
_________________
+
__________________ |
__________________ |
|
_________________
+
__________________ |
__________________ |
|
_________________
+
__________________ |
__________________ |
|
_________________
+
__________________ |
__________________ |
เมื่อเปรียบเทียบราคาล่วงหน้า กับราคาซื้อขายในท้องถิ่น
แล้วพบว่าราคาขายที่คาดหวังอยู่ในช่วงระดับราคาเป้าหมาย
เกษตรกรจึงควรเข้ามาขายล่วงหน้า
โดยการเปิดบัญชีและการติดต่อโบรกเกอร์สินค้าเกษตรล่วงหน้า
เพื่อที่เกษตรกรจะทำการล็อคราคาขายสินค้าของตนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่เป็นทางการ
เกษตรกรสามารถติดต่อสำนักงานโบรกเกอร์ในท้องถิ่น
เพื่อเปิดบัญชีทำการซื้อขาย ในการเลือกโบรกเกอร์
เกษตรกรควรจะตรวจสอบก่อนว่าโบรกเกอร์ ที่จะเข้าไปติดต่อ
เป็นโบรกเกอร์ที่ได้จดทะเบียนกับตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าอย่างถูกต้องหรือไม่
และอาจลองสอบถามลูกค้าที่เคยใช้บริการกับโบรกเกอร์ดังกล่าว
ในขั้นตอนการขอเปิดบัญชี
เกษตรกรจะต้องแจ้งกับทางโบรกเกอร์ด้วยว่าต้องการเปิดบัญชีสำหรับประกันความเสี่ยง
(hedge account)
โบรกเกอร์จะเก็บค่าธรรมเนียมนายหน้าจากการซื้อและขายสัญญาล่วงหน้า
เกษตรกรต้องวางเงินประกัน (margin money) กับโบรกเกอร์
เงินประกันนี้มีเพื่อเป็นหลักประกันป้องกันการบิดพริ้วในการปฏิบัติตามสัญญาล่วงหน้า
โบรกเกอร์ถูกบังคับโดยกฏหมายให้แยกบัญชีเงินประกันของลูกค้าออกจากบัญชีเงินทุนสำหรับดำเนินกิจการของโบรกเกอร์
โดยปกติเงินประกันจะถูกเรียกเก็บเป็นอัตราส่วนของมูลค่าสัญญาล่วงหน้า
เมื่อเกษตรกรทำการขายล่วงหน้า ณ ระดับราคาหนึ่ง
แล้วต่อมาราคามีการปรับลดลง
เกษตรกรจะได้รับเงินโอนเข้ามาในบัญชีจากกำไรของการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสัญญา
ในทางกลับกันหากราคาปรับสูงขึ้นมากกว่าระดับราคาที่ขายไว้
เงินจะถูกหักจากบัญชีของเกษตรกร
หากราคาขึ้นไปมาก เกษตรกรอาจถูกเรียกให้โอนเงินเพิ่ม
เพื่อรักษาสถานะทางบัญชี (margin call) อย่างไรก็ตาม
สถานะของเงินในบัญชีของเกษตรกรมิได้มีกระทบกระเทือนต่อผลของการประกันความเสี่ยงของเกษตรกรแต่อย่างใด
มีเพียงการเปลี่ยนแปลงของค่าเบสิสที่คาดหวังเท่านั้นที่จะมีผลต่อราคาขายจริงในท้ายที่สุด
เมื่อเริ่มต้นทำการประกันความเสี่ยง
เกษตรกรที่ได้เปิดบัญชีซื้อขายกับโบรกเกอร์แล้ว
สามารถติดต่อสั่งซื้อขายได้ สมมติว่าจากตัวอย่างข้างต้น
เกษตรกรต้องการขายล่วงหน้าสัญญาส่งมอบข้าวโพดเดือนธันวาคม
จำนวน 4 สัญญา สัญญาหนึ่งมีปริมาณส่งมอบข้าวโพดเท่ากับ 5,000
ถัง ดังนั้นในกรณีนี้เกษตรกรทำการขายล่วงหน้ารวม 20,000 ถัง
ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า เกษตรกรสามารถทำการขายได้
แม้ว่าไม่ได้ทำการซื้อไว้ก่อน
เพราะมิได้เป็นการซื้อขายสินค้าจริง
เป็นแต่เพียงการทำพันธะสัญญาระหว่างผู้ที่ซื้อกับผู้ที่ขายเท่านั้น
โบรกเกอร์จะแจ้งให้เกษตรกรทราบว่าเกษตรกรจะต้องวางเงินประกัน
$1,000 ต่อสัญญา ดังนั้นเกษตรกรต้องโอนเงินรวม $4,000
เข้าในบัญชีเงินประกัน
เงินจำนวนนี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมหน้านายของโบรกเกอร์
แต่เป็นการวางเงินเพื่อประกันการซื้อขายล่วงหน้าเท่านั้น
สมมติว่าโบรกเกอร์แจ้งให้ทราบว่าสามารถขายล่วงหน้าได้แล้วที่ราคา
$2.50 ต่อถัง ดังนั้น
เกษตรกรได้ทำการขายล่วงหน้าข้าวโพดมีกำหนดส่มอบเดือนธันวาคม
จำนวน 4 สัญญา ในราคา $2.50 ต่อถัง
ซึ่งเท่ากับว่าเกษตรกรได้ทำการล็อคราคาขายข้าวโพดที่จะนำออกขายในเดือนตุลาคม
ไว้แล้วที่ $2.50 ต่อถัง
จากการขายล่วงหน้าเพื่อประกันความเสี่ยง
เกษตรกรสามารถล้างสถานะการขายได้ หนึ่ง ในสองทางนี้
1. เกษตรกรสามารถนำข้าวโพดจำนวน 20,000 ถัง
มาส่งมอบตามสถานที่ที่ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ากำหนด
(ในทางปฏิบัติมีสัญญาล่วงหน้าน้อยกว่าร้อยละ 2
ที่มีการส่งมอบสินค้าจริงเมื่อครบกำหนด)
2. เกษตรกรสามารใช้วิธีที่นิยมมากกว่า
นั่นคือการล้างสถานะโดยออกจากตลาดโดยทำสัญญาตรงข้ามกับครั้งแรกที่เข้ามา
นั่นคือ หากเกษตรกรเข้ามาทำสัญญาขายล่วงหน้าเดือนธันวาคมไว้
ก็ล้างสถานะโดยการซื้อสัญญาล่วงหน้าเดือนธันวาคม
สมมติว่าในเดือนมีนาคม และเมษายน ราคาข้าวโพดสูงขึ้น
และโบรกเกอร์ได้เรียกเงินประกันเพิ่มจากเกษตรกร จำนวน $1,200
เกษตรกรต้องโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของตนที่มีอยู่กับโบรกเกอร์
เกษตรกรทราบว่าในเดือนตุลาคม เมื่อผลผลิตของเขาออกขาย
เขาจะมีกำไร $2.35/ถัง ในท้ายที่สุด ดังนั้น
ไม่จำเป็นต้องกังวลกับการถูกเรียกเงินประกันเพิ่ม
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม
ซึ่งตามปกติจะเป็นช่วงที่ผลผลิตเริ่มออกมามากขึ้น
ทำให้ราคาข้าวโพดลดลง
บัญชีเงินประกันของเกษตรกรก็จะมีเงินมากขึ้น
การส่งมอบและการล้างสถานะสัญญา
ในเดือนตุลาคม เมื่อเกษตรกรพร้อมที่จะนำผลผลิตของตนออกขาย
ปรากฏว่าสัญญาล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคมราคาลดลงมาอยู่ที่
$2.00 ต่อถัง และราคาขายในท้องถิ่นอยู่ที่ $1.86 ต่อถัง
นั่นคือมีคต่าเบสิส -14 เซนต์ต่อถัง
ดังนั้นเกษตรกรจึงขายผลผลิตของตนให้กับผู้ค้าคนกลางที่ราคา
$1.86 ต่อถัง
ในเวลาเดกียวกัน เกษตรกรก็ติดต่อกับโบรกเกอร์
และสั่งให้ดำเนินการล้างสถานะสัญญาล่วงหน้าที่ทำไว้
โดยการซื้อสัญญาล่วงหน้าส่งมอบข้าวโพดเดือนธันวาคม จำนวน 4
สัญญา ที่ราคา $2.00 ต่อถัง เนื่องจากในเดือนมีนาคม
เกษตรกรได้ทำการขายสัญญาเดือนธันวาคมได้ที่ราคา $ 2.50 ต่อถัง
ต่อมาได้ทำการซื้อสัญญาเดือนธันวาคมเช่นกัน ที่ราคา $2.00
ต่อถัง และจะได้รับกำไรจำนวน $0.50 ต่อถัง
(ยังมิได้หักค่าคอมมิชชั่น)
และสัญญาที่ซื้อมาใหม่เป็นการหักล้างสัญญาที่ขายไว้
เกษตรกรจึงไม่มีภาระใดๆค้างกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าแล้ว
เดือนมีนาคม ขายสัญญาเดือนธันวาคม $2.50 ต่อถัง
เดือนตุลาคม ซื้อสัญญาเดือนธันวาคม -$2.00 ต่อถัง
กำไรจากธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้า $0.50 ต่อถัง
ผลกำไรที่ได้จากการทำธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้า
ชดเชยกับผลของราคาที่ลดลงจากการขายผลผลิตออกจริง
ขายข้าวโพด ให้ผู้ค้าคนกลางท้องถิ่น ได้รับเงิน $1.86 ต่อถัง
บวก กำไรจากการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า $0.50 ต่อถัง
ดังนั้น เกษตรกรขายข้าวโพด ได้ในราคา $1.86 + $0.5 = $2.36
ต่อถัง
ราคานี้ สูงกว่าราคาที่เกษตรกรคาดการณ์ไว้เพียง $0.01 ต่อถัง
เนื่องจากค่าเบสิส ที่เกิดขึ้นจริง เป็น -14 เซนต์ ไม่ใช่ -15
เซนต์ ตามที่คาดการณ์ไว้
เกษตรกรจึงขายผลผลิตได้สูงกว่าที่คาดไว้
เมื่อเกษตรกรทำการประกันราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้า
นั่นคือการขจัดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงของราคา
แต่ไม่ได้เป็นการขจัดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงส่วนแตกต่างของราคาล่วงหน้ากับราคาสินค้าที่ขายได้จริงในท้องถิ่น
(หรือค่าเบสิส)
สมมติถ้าราคาข้าวโพดในเดือนตุลาคมสูงขึ้น แทนที่จะลดลง
ผลกำไรของเกษตรกรจะยังคงเหมือนเดิม
ตราบเท่าที่ค่าเบสิสไม่เปลี่ยนแปลง
เช่นถ้าหากผู้ค้าคนกลางรับซื้อที่ราคา $2.75 ต่อถัง
ในขณะที่ราคาซื้อขายสัญญาล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคมเท่ากับ
$2.89 ต่อถัง ดังนั้นเกษตรกรจะขายข้าวโพดได้ในราคาสูงขึ้น
แต่จะขาดทุน -$0.39 ต่อถัง จากธุรกรรมซื้อขายสัญญาล่วงหน้า
เดือนมีนาคม ขายสัญญาเดือนธันวาคม $2.50 ต่อถัง
เดือนตุลาคม ซื้อสัญญาเดือนธันวาคม -$2.89 ต่อถัง
ขาดทุนจากธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้า -$0.39 ต่อถัง
เมื่อชดเชยผลขาดทุนจากธุรกรรมซื้อขายสัญญาล่วงหน้าด้วยราคาขายท้องถิ่นที่ผู้ค้าคนกลางรับซื้อที่สูงขึ้น
เท่ากับว่าราคาขายจริงๆของเกษตรกรอยู่ที่ $2.36 ต่อถัง
ซึ่งสูงกว่าราคาที่คาดไว้ 1 เซนต์ต่อถัง
ขายข้าวโพด ให้ผู้ค้าคนกลางท้องถิ่น ได้รับเงิน $2.75 ต่อถัง
บวก ขาดทุนจากการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า -$0.39 ต่อถัง
ดังนั้น เกษตรกรขายข้าวโพด ได้ในราคา $2.75 - $0.39 = $2.36
ต่อถัง
ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้อาจสร้างความลำบากใจให้กับเกษตรกรที่ประกันความเสี่ยงไว้
แต่อย่าลืมว่า
วัตถุประสงค์ของการประกันความเสี่ยงของผู้ขายคือเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการที่ราคาลดลง
ซึ่งกลไกนี้สามารถป้องกันความเสี่ยงได้อย่างสมบูรณ์
แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกันความเสี่ยงก็จะสูญเสียโอกาาสในการทำกำไรจากการที่ราคาสูงขึ้น
ด้วยการใช้ตลาดซื้อขายล่วงหน้ามาป้องกันความเสี่ยง
เกษตรกรจึงสามารถล็อคราคาขายผลผลิตของตนไว้ที่ $2.35 ต่อถัง
ส่วนผลกำไรของเกษตรกรจะสูงขึ้นหรือลดลงจะขึ้นอยู่กับค่าเบสิส
ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของราคา