ยินดีต้อนรับสู่แอโกรเวลท์

  "เพื่อความสำเร็จในการลงทุนของคุณ"                                                    หน้าหลัก | เกี่ยวกับเรา | ห้องสมุด | ข้อมูล| เปิดบัญชี | เข้าระบบ| ช่วยเหลือ

 
   นายหน้าสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย                                                                                            สมาชิก ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า
หน้าหลักห้องสมุด
    หน้าหลักห้องสมุด
    ก้าวแรกสู่การลงทุน
    การป้องกันความเสี่ยง
    สำหรับนักลงทุน
    การรับมอบ-ส่งมอบ
    การวิเคราะห์ปัจจัยพิ้นฐาน
    การวิเคราะห์ทางเทคนิค
    แบบทดสอบ
    คำถาม-คำตอบ
    คำศัพท์ที่ควรรู้
 
 

   

   การป้องกันความเสี่ยง  


การประกันราคาสินค้าเกษตรเบื้องต้น

การทำเกษตรกรรมถือเป็นวิถีชีวิตมากกว่าอาชีพ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมที่ตกทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ในกิจกรรมการเกษตรมีหลายสิ่งที่เกษตรกรสามารถควบคุมและจัดการได้ เช่น การเลือกชนิดพืชผลที่จะปลูก เลือกได้ว่าที่จะทำปศุสัตว์ด้วยหรือไม่ แต่ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สภาวะอากาศ เหตุกาณ์ต่างๆในโลก หรืออุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรนั้นๆ

มีเหตุการณ์และสถานการณ์อีกหลายอย่างที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดเองได้ แต่เหตุการณ์และสถานการณ์เหล่านี้กลับก่อให้เกิดผลกระทบให้กิจการของเกษตรกรเสียหายอย่างมหาศาลได้ กุญแจสำคัญของความสำเร็จของเกษตรกรคือการเรียนรู้วิธีการที่จะจัดการกับผลกระทบเหล่านั้นสร้างความเสียหายต่อผลประกอบการให้น้อยที่สุด การศึกษาเรียนรู้ที่จะใช้ฟิวเจอร์และออปชั่นในการวางแผนการตลาด จะช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการกับผลกระทบและกำหนดผลกำไรขาดทุนของเกษตรกรได้เอง

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา
ยังมีเกษตรกรหลายรายมิได้ตระหนักว่าการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของราคาเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ และปล่อยให้ราคาขายผลผลิตของตนขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ภาวะเศรษฐกิจ หรือปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่มีผลต่ออุปสงค์และอุปทานของผลผลิต แต่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้และทำให้ราคาของผลผลิตย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยเสมอ ทั้งนี้อาจเนื่องด้วยความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาไม่เกิดผลเสียหายที่ชัดเจนเหมือนเความเสียหายอื่นๆในการดำเนินธุรกิจ เช่น เครื่องมืออุปกรณ์พัง หรือทรัพย์สินสูญหาย

ตลอดช่วงระยะเวลาของการทำการเกษตรในฤดูกาลหนึ่งๆ ตั้งแต่เริ่มหว่านเมล็ด เพาะปลูก จนช่วงเก็บเกี่ยว เกษตรกรจำเป็นต้องประมาณการณ์ว่าราคาขั้นต่ำของผลผลิตของตนจะเป็นเท่าไร่ เกษตรกรล้วนมีต้นทุนจากการลงทุนในเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องมือ และแรงงาน เกษตรกรจึงมีความเสี่ยง หากราคาขายผลผลิตต่ำเกินกว่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่าย และอาจไม่มีกำไรเลยก็ได้ แน่นอนว่าดินฟ้าอากาศ ภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆเกษตรกรย่อมไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมได้โดยตรง แต่ข่าวดีก็คือเกษตรกรสามารถเลือกที่จะกำหนดหรือบริหารจัดการกับความเสี่ยงจากผลของปัจจัยเหล่านี้ได้

การบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา

ในรอบฤดูกาลหนึ่งๆ เกษตรกรจะสามารถทำกำไรงามๆจากราคาขายผลผลิตสูงๆมีเพียงไม่กี่ครั้ง หากเกษตรกรทราบวิธีการล็อคราคาขายได้ตั้งแต่เริ่มการเพาะปลูก หรือระหว่างการเก็บเกี่ยว หรือระหว่างที่ผลผลิตรอการจำหน่าย เกษตรกรก็จะได้ประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดที่เกิดขึ้น ในการนี้เกษตรกรสามารถใช้การขายล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการขายต่ำกว่าต้นทุน และสามารถมีผลการ ดำเนินงานที่สร้างผลกำไรได้


ในทางปฏิบัติเกษตรกรมีทางเลือกในการประกันราคาขายได้หลายวิธีทั้งในตลาดซื้อขายล่วงหน้าและในตลาดซื้อขายเงินสด เกษตรกรอาจเลือกทำการตกลงราคาขายไว้ล่วงหน้ากับพ่อค้าคนกลางตั้งแต่ก่อนเริ่มเก็บเกี่ยว ในราคาที่แน่นอน ซึ่งในทางกลับกันพ่อค้าคนกลางเองก็สามารถซื้อสินค้าจากเกษตรกรล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านต้นทุนการซื้อสินค้าของตนเองด้วย

เกษตรกรอาจเลือกที่จะป้องกันความเสี่ยงในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่จัดตั้งเป็นทางการ ซึ่งหลายๆครั้ง ราคาซื้อขายในตลาดทางการมักให้ราคาที่ดีกว่า และมีความยืดหยุ่นในการเข้ามาซื้อขายมากกว่าการทำข้อตกลงล่วงหน้ากันเอง แต่การเข้ามาซื้อขายในตลาดทางการเช่นนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องมีความเข้าใจในกลไก และกลยุทธ์ต่างๆ ด้วย

ราคาเป้าหมายที่จะทำการประกันราคา
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการประกันราคาให้ประสบความสำเร็จ คือ ก่อนที่เกษตรกรจะเข้ามาประกันราคา เขาจะต้องมีราคาเป้าหมายที่จะครอบคลุมต้นทุนการผลิต และสร้างผลกำไรให้เกษตรกรเสียก่อน

มีหลายวิธีที่จะกำหนดราคาเป้าหมายในการประกันราคา วิธีที่ง่ายที่สุดคือการประมาณการราคาผลผลิตจากราคาในอดีตและบวกด้วยปัจจัยด้านเงินเฟ้อ หรืออาจใช้ราคาประมาณการของหน่วยงานราชการทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น เป็นราคาขายที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การใช้ต้นทุนการผลิต บวกด้วยอัตรากำไรที่สมเหตุสมผล น่าจะเป็นการกำหนดช่วงของราคาเป้าหมายของการประกันที่เหมาะสม และยืดหยุ่นต่อการทำการประกันราคาที่สุด ซึ่งช่วงของราคาเป้าหมายที่กำหนดไว้อาจเป็นจริงได้หรือไม่ก็ได้ เป็นที่แน่นอนว่าเกษตรกรทุกคนย่อมอยากที่จะขายผลผลิตของตนได้ในราคาที่เป็นราคาสูงสุดของปีนั้น แต่การกำหนดราคาที่มีกำไรสมเหตุสมผล น่าจะเป็นราคาเป้าหมายที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรที่สุขุมรอบคอบ

ตัวอย่างการกำหนดช่วงราคาเป้าหมายในการประกันราคา
หากให้ 

A = ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ของปีที่แล้ว
B = ประมาณการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปีก่อน เช่น การใช้ยากำจัดแมลง เพิ่มขึ้นเกินกว่าปกติ หรือต้นทุนด้านชลประทานที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากความแล้ง
C = อัตราเงินเฟ้อปีปัจจุบัน(%)
D = ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ = (A+/-B) x C
E = ประมาณการต้นทุนการผลิตต่อไร่ = (A+/-B)+D
F = ประมาณการปริมาณผลผลิตต่อไร่ (เช่น ตัน/ไร่, กก./ไร่)
G = ประมาณการต้นทุนต่อตัน (บาท/ตัน, บาท/กก.) = E/F
H = อัตรากำไรที่ต้องการ(%)
I = ราคาขายเป้าหมาย = G x (1+ H%)

ช่วงของราคาระหว่างจุดคุ้มทุน (G) และราคาเป้าหมาย (I) สามารถพิจารณาว่าเป็นช่วงของราคาเป้าหมาย หากราคาของสัญญาล่วงหน้าในเดือนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดเคลื่อนมาอยู่ในช่วงของราคานี้ เกษตรกรควรจะทำการขายล่วงหน้าเพื่อประกันราคาขาย และกำหนดกำไรของตนเองได้

ในตลาดซื้อขายเงินสด ผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่นอาจมีข้อเสนอในการทำข้อตกลงได้หลายอย่างเพื่อเป็นการประกันราคา เช่น ซื้อขายข้อตกลงราคาล่วงหน้า หรือทำข้อตกลงประกันราคาซื้อขายขั้นต่ำ เป็นต้น เกษตรกรควรพิจารณาเลือกทำข้อตกลงในตลาดซื้อขายเงินสดโดยพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งการคาดการณ์ภาวะตลาด และราคาที่ผู้ค้าคนกลางเสนอ สำหรับตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นตลาดทางการ เกษตรกรก็สามารถกำหนดราคาตลาดของผลผลิตของตนโดยใช้กลไกของตลาด ซึ่งมีเครื่องมือให้เลือกใช้ทั้งสัญญาล่วงหน้า และตราสารออปชั่น

การประกันราคาขายโดยใช้สัญญาล่วงหน้าเป็นการล็อคราคาขายของเกษตรกร ให้ได้รับราคาชขายที่แน่นอนไม่ว่าราคาในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลง ในขณะที่การใช้ตราสารออปชั่นเป็นการกำหนดราคาขายขั้นต่ำของเกษตรกร แต่ไม่ปิดโอกาสในการขายในราคาที่สูงขึ้น หากราคาตลาดในอนาคตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเครื่องมือใดจะเหมาะสม ก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดเป้าหมายราคาของเกษตรกร และสภาวะตลาด

ในบทความต่อไปจะแสดงให้เห็นถึงกลไกและเหตุผลที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นทางการถึงมีเครื่องมือที่หลากหลายในการประกันราคาให้กับเกษตรกร

การประกันราคาด้วยสัญญาล่วงหน้า

คุณประโยชน์จากการป้องกันความเสี่ยงของราคาโดยใช้สัญญาล่วงหน้าคือ ความสามารถในการกำหนดราคาขายผลิตผลของเกษตรกรได้เองล่วงหน้า ประโยชน์ข้อนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและการขายประจำปีได้ โดยสามารถจัดการกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ สภาวะดินฟ้าอากาศ หรือวิกฤติการณ์ของโลก

เกษตรกรผู้ประกันความเสี่ยง (Hedger) สามารถแบ่งได้เป็น สองประเภท คือ ผู้ที่ขายเพื่อประกันความเสี่ยง และผู้ที่ซื้อเพื่อประกันความเสี่ยง เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตพืชผล เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จะต้องนำออกมาขาย ดังนั้นเกษตรกรประเภทนี้ จึงมีสถานะเป็นผู้ขาย การประกันความเสี่ยงทำได้โดยการขายล่วงหน้า เรียกผู้ประกันความเสี่ยงประเภทนี้ว่า ผู้ขายประกันความเสี่ยง (short hedger) ส่วนเกษตรกรที่ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือปศุสัตว์ เป็นผู้ที่ต้องซื้อพืชผลเพื่อเป็นอาหารสำหรับฟาร์มปศุสัตว์ของตน สามารถประกันราคาต้นทุนการซื้ออาหารสัตว์ได้โดยซื้อล่วงหน้าเพื่อประกันความเสี่ยง เรียกว่าเป็นผู้ซื้อเพื่อประกันความเสี่ยง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการประกันความเสี่ยงของผู้ขาย

ในการกำหนดราคาขายเพื่อประกันราคาขายล่วงหน้าของผู้ขาย มีสิ่งที่ผู้ขายจำเป็นต้องรู้ สอง สิ่ง ประการแรกคือ เกษตรกรนั้นต้องรู้ราคาในอนาคตของผลผลิตที่จะขาย มีสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายล่วงหน้าหลายอย่าง เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ท ข้าวสาลี เป็นต้น ราคาล่วงหน้าของสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้มีแสดงอยู่ในหนังสือพิมพ์ทางธุรกิจรายวันอยู่แล้ว เกษตรกรสามารถตรวจสอบราคาดูได้ว่าราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนมีราคาซื้อขายในอนาคตที่ระยะเวลาต่างๆ เป็นเท่าไร ซึ่งเกษตรกรอาจจะตรวจสอบราคาล่วงหน้าของผลผลิตของตนจากผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่นก็ได้

ประการต่อมาที่เกษตรกรต้องรู้ คือ การคาดการณ์ค่าเบสิส (basis) หรือส่วนต่างของราคาล่วงหน้ากับราคาปัจจุบันที่ซื้อขายโดยผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่น ค่าเบสิสนี้เกิดจากความแตกต่างของต้นทุนค่าขนส่ง ค่าเก็บรักษา อุปสงค์และอุปทานที่แตกต่างกันของท้องถิ่นกับตลาดกลาง ส่วนต่างของราคานี้มีส่วนสำคัญมากต่อจำนวนเงินที่เกษตรกรจะได้รับจากการทำข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า

Basis = Spot price – Future price
ราคาท้องถิ่น $5.35 ต่อถัง
ราคาล่วงหน้า $5.50 ต่อถัง
ส่วนต่างราคา (basis) 53.5-5.50 = -0.15 ต่อถัง

สมมติว่าส่วนต่างราคาอยู่ต่ำกว่าราคาซื้อขายของสัญญาเดือนพฤศจิกายน อยู่ 15 เซนต์ หรืออีกนัยหนึ่งคือราคาซื้อขายที่ท้องถิ่นต่ำกว่าราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ 15 เซนต์

ในแต่ละปี เกษตรกรจะพบว่าส่วนต่างราคาของพืชผลในตลาดซื้อขายล่วงหน้ากับในตลาดท้องถิ่นในแต่ละช่วงเดือนสามารถคาดการณ์ได้ และค่อนข้างจะคงที่ แม้ว่าราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แต่ส่วนต่างของราคาล่วงหน้ากับราคาท้องถิ่นจะค่อนข้างคงที่หรือมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ในการขายล่วงหน้าเพื่อประกันราคา เกษตรกรจึงควรคำนึงถึงส่วนต่างราคาขณะที่มีการขายสินค้าจริงนี้มากกว่าราคา ตัวอย่างเช่น ถ้าเกษตรกรต้องการขายผลผลิตในเดือนตุลาคม เกษตรกรควรพิจารณาส่วนต่างราคาที่จะเกิดขึ้นในเดือนนั้น โดยเปรียบเทียบราคาซื้อขายในท้องถิ่นของเดือนตุลาคม กับราคาซื้อขายของสัญญาส่งมอบเดือนพฤศจิกายนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ส่วนต่างราคานี้จะช่วยให้เกษตรกรได้ว่าในวันที่จะขายผลผลิตนั้นราคาขายควรอยู่ในช่วงราคาที่เท่าใด และจะมีกำไรจากการขายล่วงหน้าเท่าใด

การคำนวนส่วนต่างราคา
วิธีการที่ดีที่สุดในการคำนวนหาส่วนต่างราคา คือดูส่วนต่างราคาในอดีต โดยสามารถใช้ส่วนต่างเฉลี่ยของส่วนต่างหลายๆปีมาใช้ได้ เช่น หากในเดือนตุลาคมปีที่แล้วส่วนต่างของราคาท้องถิ่นกับราคาล่วงหน้าส่งมอบเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ -18 เซนต์ (ราคาท้องถิ่นน้อยกว่าราคาล่วงหน้า 18 เซนต์) และปีก่อนหน้านี้ ส่วนต่างราคาในช่วงเดียวกันเป็น -21 เซนต์ และ -17 เซนต์ เกษตรกรสามารถประมาณการส่วนต่างราคาโดยใช้ค่าเฉลี่ยของทั้ง 3 ปีได้

หากไม่ใช่ราคาเฉลี่ย อีกวิธีหนึ่งคือดูส่วนต่างของราคาเฉพาะในปีที่มีปัจจัยแวดล้อมด้านการผลิตที่ใกล้เคียงกับปีปัจจุบัน เช่น มีสถานะการณ์ภัยแล้ง เป็นต้น หน่วยงานราชการและผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่นสามารถเป็นแหล่งข้อมูลเรื่องราคาในตลาดปัจจุบันที่ดีได้

ส่วนต่างราคาในแต่ละท้องถิ่นย่อมไม่เท่ากัน เกษตรกรจึงควรคำนึงจากราคาในท้องถิ่นตัวเองเทียบกับราคาล่วงหน้าในตลาดที่เป็นทางการ อย่างไรก็ตามส่วนต่างราคานี้อาจจะประมาณการได้ไม่ถูกต้องเป๊ะเสียทีเดียว แต่ราคาที่ประมาณการณ์ด้วยวิธีที่กล่าวมาจะช่วยในการคำนวนช่วงราคานี้เหมาะสมในการขายได้

ผู้ค้าคนกลางหลายรายมีการเสนอสัญญาส่วนต่างราคา สัญญาลักษณะนี้ช่วยให้เกษตรกรกำหนดส่วนต่างราคาไว้ล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น เกษตรกรกับผู้ค้าคนกลางมีการทำสัญญาส่วนต่างราคาสำหรับเดือนตุลาคม อยู่ที่ -18 เซนต์ (ราคาท้องถิ่นน้อยกว่าราคาล่วงหน้าของสัญญาส่งมอบเดือนพฤศจิกายนอยู่ 18 เซนต์) เกษตรกรจะสามารถนำส่วนต่างราคาที่ทำสัญญาไว้แล้วมาคำนวนช่วงราคาขายล่วงหน้าของตนได้

การกำหนดราคาขาย
ในการคำนวนราคาขายที่คาดหวังในอนาคตของผลผลิต เกษตรกรสามารถทำได้โดยนำราคาซื้อขายล่วงหน้า บวก ส่วนต่างราคาในเดือนนั้น

ตัวอย่างเช่น
ในเดือนพฤษภาคม เกษตรกรผู้ขายถั่วเหลืองพบว่าสัญญาล่วงหน้าส่งมอบถั่วเหลืองเดือนพฤศจิกายนมีการซื้อขายกัน อยู่ที่$5.50 หากเกษตรกรคาดว่าส่วนต่างราคาของเดือนตุลาคมเท่ากับ -20 เกษตรกรสามารถล๊อคราคาขายผลผลิตถั่วเหลืองของตน ไว้ที่ $5.30

ราคาล่วงหน้า + ส่วนต่างราคาประมาณการณ์ (ณ.เดือนพฤษภาคม)= ราคาขายที่คาดหวัง

$5.50 - $0.20 = $5.30

เมื่อเกษตรกรได้ประกันราคาโดยขายล่วงหน้าไว้แล้ว สิ่งที่จะกระทบต่อผลกำไรของเกษตรกรมีเพียงสิ่งเดียว คือ การเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างราคา หากส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้นจริงในเดือนตุลาคม อ่อนค่าลง (เป็นลบมากขึ้นหรือเป็นบวกน้อยลง) ราคาที่ขายได้จริงจะลดลง เช่น ส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ -22 เซนต์ ราคาขายถั่วเหลืองจริงจะอยู่ที่ $5.28 ไม่ใช่ $5.30

ในทางกลับกัน ถ้าส่วนต่างแข็งขึ้น(เป็นบวกมากขึ้นหรือเป็นลบน้อยลง) ราคาขายได้จริงจะมากขึ้น เช่น ถ้าส่วนต่างราคาที่เกิดจริงอยู่ที่ 17 เซนต์ ราคาขายถั่วเหลืองจะอยู่ที่ $5.33

ดังนั้น การประกันราคาขายโดยใช้ข้อตกลงล่วงหน้า ช่วยให้เกษตรกรชดเชยความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา แต่เกษตรกรยังคงมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของเบสิส (basis) หรือส่วนต่างราคา อย่างไรก็ตามค่าเบสิสนี้ตามปกติแล้วสามารถประมาณการณ์ได้ง่าย และมีความแปรปรวนน้อยกว่าราคาสินค้า

ในการหาค่า และการกำหนดเบสิส เพื่อประมาณการณ์ราคาล่วงหน้า เกษตรกรสามารถคำนวนโดยใส่ข้อมูลลงในตารางคำนวนข้างล่างนี้

สัปดาห์ที่ วันที่ ราคาขายในท้องถิ่น ราคาขายสัญญาล่วงหน้าเดือนใกล้ ค่าเบสิส
1        
2        
3        

ค่าเบสิสคือความสัมพันธ์ของราคาขายในท้องถิ่น กับราคาขายล่วงหน้าในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ในทุกๆวันเกษตรกรสามารถสอบถามราคาขายในท้องถิ่นจากผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่น และราคาขายล่วงหน้าในวันเดียวกันนั้นได้จากข้อมูลที่ลงในหนังสือพิมพ์ธุรกิจ เมื่อได้ราคาทั้งสองแล้ว นำมาคำนวนหาค่าเบสิส แล้วเก็บเป็นสถิติในแต่ละวันไว้ในตาราง จากการเก็บข้อมูลค่าเบสิสในอดีต เกษตรกรสามารถคาดคะเนค่าเบสิสในอนาคตได้ หากเกษตรกรไม่ได้เก็บข้อมูลราคาขายของตนไว้มาก่อน ก็สามารถตรวจสอบสถิติย้อนหลังจากผู้ค้าคนกลางในท้องถิ่นได้

เกษตรกรควรคำนวนหาค่าเบสิสย้อนหลังกลับไป 5-10 ปี เพื่อสามารถเปรียบเทียบค่าเบสิสแต่ละปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่มากเพียงพอให้เกษตรกรกำหนดค่าเบสิสได้เหมาะสมว่าควรใช้ค่าเฉลี่ยของเบสิส หรือจะเลือกใช้ค่าเบสิสของปีที่มีสภาวะแวดล้อมเหมือนปีปัจจุบัน


การขายล่วงหน้าเพื่อประกันความเสี่ยง
สมมติเกษตรกร คำนวนแล้วว่าต้นทุนการผลิตข้าวโพดของตนอยู่ที่ $280 ต่อ เอเคอร์ และคาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวโพด 140 ถังต่อเอเคอร์ นั่นคือเกษตรกรมีต้นทุนเท่ากับ $280/140= $2.00 ต่อถัง

ในเดือนมีนาคม เกษตรเริ่มปลูกข้าวโพด และเมื่อตรวจดูราคาซื้อขายล่วงหน้าของข้าวโพด เกษตรกรอาจพบว่าราคาที่ซื้อขายกันอยู่ มีผลกำไรที่น่าพอใจ จึงต้องการขายล่วงหน้าเพื่อประกันราคาข้าวโพดของตนไว้ เกษตรกรสามารถทำการประกันราคาได้หลายวิธี

เมื่อเกษตรกรรู้กำหนดวันที่จะขายผลผลิตของตนแล้ว เช่นกำหนดขายในเดือนตุลาคม และสัญญาซื้อขายข้าวโพดล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคม เป็นสัญญาล่วงหน้าที่มีเดือนครบกำหนดที่ใกล้ที่สุด

ในเดือนมีนาคม สัญญาส่งมอบเดือนธันวาคมซื้อขายกันที่ $2.50 ต่อถัง และเกษตรกรพบว่าสถิติในรอบ 10 ปี ค่าเฉลี่ยของค่าเบสิสในท้องที่ของตนอยู่ที่ -15 เซนต์ หมายความว่าราคาขายในท้องถิ่นเดือนตุลาคม โดยเฉลี่ยแล้วจะต่ำกว่าราคาล่วงหน้าเดือนธันวาคมอยู่ 15 เซนต์

หากว่าผู้ค้าคนกลางที่รับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร มีข้อตกลงค่าเบสิสล่วงหน้าที่ -19 สำหรับการส่งมอบในเดือนตุลาคม หมายความว่าตามข้อตกลงนี้ราคาซื้อขายจะต่ำกว่าราคาล่วงหน้า 19 เซนต์

จากวิธีการคำนวนราคาล่วงหน้าที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หากเกษตรกรผู้ขายข้าวโพดรายนี้ ทำการประกันความเสี่ยงโดยใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคม ราคาประมาณการณ์ในท้องถิ่นที่เกษตรกรจะขายได้ในเดือนตุลาคม จะเท่ากับ $2.35 ต่อถัง

ราคาสัญญาล่วงหน้า(ส่งมอบเดือนธันวาคม) + ค่าเบสิส = ราคาขายท้องถิ่น เดือนตุลาคม

$2.50 - $0.15 = $2.35

จากการประกันราคานี้ เกษตรกรจะได้กำไรจากการประกันราคาข้าวโพด 35 เซนต์ต่อถัง

ราคาขาย $2.35 ต่อถัง
ต้นทุน $2.00 ต่อถัง
กำไร $0.35 ต่อถัง

จากขั้นตอนเหล่านี้ เกษตรกรสามารถคาดการณ์ราคาขายสินค้าของตน ในแต่ละช่วงเวลาที่จะขายผลผลิตได้ ตามการคำนวนนี้

ราคาสัญญาล่วงหน้า + ค่าเบสิส ประมาณการณ์  = ราคาขายในท้องถิ่นที่คาดหวัง
_________________ + __________________      __________________
_________________ + __________________

__________________

_________________ + __________________      __________________
_________________ + __________________      __________________

เมื่อเปรียบเทียบราคาล่วงหน้า กับราคาซื้อขายในท้องถิ่น แล้วพบว่าราคาขายที่คาดหวังอยู่ในช่วงระดับราคาเป้าหมาย เกษตรกรจึงควรเข้ามาขายล่วงหน้า โดยการเปิดบัญชีและการติดต่อโบรกเกอร์สินค้าเกษตรล่วงหน้า

เพื่อที่เกษตรกรจะทำการล็อคราคาขายสินค้าของตนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่เป็นทางการ เกษตรกรสามารถติดต่อสำนักงานโบรกเกอร์ในท้องถิ่น เพื่อเปิดบัญชีทำการซื้อขาย ในการเลือกโบรกเกอร์ เกษตรกรควรจะตรวจสอบก่อนว่าโบรกเกอร์ ที่จะเข้าไปติดต่อ เป็นโบรกเกอร์ที่ได้จดทะเบียนกับตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าอย่างถูกต้องหรือไม่ และอาจลองสอบถามลูกค้าที่เคยใช้บริการกับโบรกเกอร์ดังกล่าว

ในขั้นตอนการขอเปิดบัญชี เกษตรกรจะต้องแจ้งกับทางโบรกเกอร์ด้วยว่าต้องการเปิดบัญชีสำหรับประกันความเสี่ยง (hedge account) โบรกเกอร์จะเก็บค่าธรรมเนียมนายหน้าจากการซื้อและขายสัญญาล่วงหน้า เกษตรกรต้องวางเงินประกัน (margin money) กับโบรกเกอร์ เงินประกันนี้มีเพื่อเป็นหลักประกันป้องกันการบิดพริ้วในการปฏิบัติตามสัญญาล่วงหน้า โบรกเกอร์ถูกบังคับโดยกฏหมายให้แยกบัญชีเงินประกันของลูกค้าออกจากบัญชีเงินทุนสำหรับดำเนินกิจการของโบรกเกอร์ โดยปกติเงินประกันจะถูกเรียกเก็บเป็นอัตราส่วนของมูลค่าสัญญาล่วงหน้า เมื่อเกษตรกรทำการขายล่วงหน้า ณ ระดับราคาหนึ่ง แล้วต่อมาราคามีการปรับลดลง เกษตรกรจะได้รับเงินโอนเข้ามาในบัญชีจากกำไรของการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสัญญา ในทางกลับกันหากราคาปรับสูงขึ้นมากกว่าระดับราคาที่ขายไว้ เงินจะถูกหักจากบัญชีของเกษตรกร

หากราคาขึ้นไปมาก เกษตรกรอาจถูกเรียกให้โอนเงินเพิ่ม เพื่อรักษาสถานะทางบัญชี (margin call) อย่างไรก็ตาม สถานะของเงินในบัญชีของเกษตรกรมิได้มีกระทบกระเทือนต่อผลของการประกันความเสี่ยงของเกษตรกรแต่อย่างใด มีเพียงการเปลี่ยนแปลงของค่าเบสิสที่คาดหวังเท่านั้นที่จะมีผลต่อราคาขายจริงในท้ายที่สุด

เมื่อเริ่มต้นทำการประกันความเสี่ยง เกษตรกรที่ได้เปิดบัญชีซื้อขายกับโบรกเกอร์แล้ว สามารถติดต่อสั่งซื้อขายได้ สมมติว่าจากตัวอย่างข้างต้น เกษตรกรต้องการขายล่วงหน้าสัญญาส่งมอบข้าวโพดเดือนธันวาคม จำนวน 4 สัญญา สัญญาหนึ่งมีปริมาณส่งมอบข้าวโพดเท่ากับ 5,000 ถัง ดังนั้นในกรณีนี้เกษตรกรทำการขายล่วงหน้ารวม 20,000 ถัง ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า เกษตรกรสามารถทำการขายได้ แม้ว่าไม่ได้ทำการซื้อไว้ก่อน เพราะมิได้เป็นการซื้อขายสินค้าจริง เป็นแต่เพียงการทำพันธะสัญญาระหว่างผู้ที่ซื้อกับผู้ที่ขายเท่านั้น

โบรกเกอร์จะแจ้งให้เกษตรกรทราบว่าเกษตรกรจะต้องวางเงินประกัน $1,000 ต่อสัญญา ดังนั้นเกษตรกรต้องโอนเงินรวม $4,000 เข้าในบัญชีเงินประกัน เงินจำนวนนี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมหน้านายของโบรกเกอร์ แต่เป็นการวางเงินเพื่อประกันการซื้อขายล่วงหน้าเท่านั้น

สมมติว่าโบรกเกอร์แจ้งให้ทราบว่าสามารถขายล่วงหน้าได้แล้วที่ราคา $2.50 ต่อถัง ดังนั้น เกษตรกรได้ทำการขายล่วงหน้าข้าวโพดมีกำหนดส่มอบเดือนธันวาคม จำนวน 4 สัญญา ในราคา $2.50 ต่อถัง ซึ่งเท่ากับว่าเกษตรกรได้ทำการล็อคราคาขายข้าวโพดที่จะนำออกขายในเดือนตุลาคม ไว้แล้วที่ $2.50 ต่อถัง

จากการขายล่วงหน้าเพื่อประกันความเสี่ยง เกษตรกรสามารถล้างสถานะการขายได้ หนึ่ง ในสองทางนี้
1. เกษตรกรสามารถนำข้าวโพดจำนวน 20,000 ถัง มาส่งมอบตามสถานที่ที่ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ากำหนด (ในทางปฏิบัติมีสัญญาล่วงหน้าน้อยกว่าร้อยละ 2 ที่มีการส่งมอบสินค้าจริงเมื่อครบกำหนด)
2. เกษตรกรสามารใช้วิธีที่นิยมมากกว่า นั่นคือการล้างสถานะโดยออกจากตลาดโดยทำสัญญาตรงข้ามกับครั้งแรกที่เข้ามา นั่นคือ หากเกษตรกรเข้ามาทำสัญญาขายล่วงหน้าเดือนธันวาคมไว้ ก็ล้างสถานะโดยการซื้อสัญญาล่วงหน้าเดือนธันวาคม

สมมติว่าในเดือนมีนาคม และเมษายน ราคาข้าวโพดสูงขึ้น และโบรกเกอร์ได้เรียกเงินประกันเพิ่มจากเกษตรกร จำนวน $1,200 เกษตรกรต้องโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของตนที่มีอยู่กับโบรกเกอร์ เกษตรกรทราบว่าในเดือนตุลาคม เมื่อผลผลิตของเขาออกขาย เขาจะมีกำไร $2.35/ถัง ในท้ายที่สุด ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องกังวลกับการถูกเรียกเงินประกันเพิ่ม ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ซึ่งตามปกติจะเป็นช่วงที่ผลผลิตเริ่มออกมามากขึ้น ทำให้ราคาข้าวโพดลดลง บัญชีเงินประกันของเกษตรกรก็จะมีเงินมากขึ้น

การส่งมอบและการล้างสถานะสัญญา
ในเดือนตุลาคม เมื่อเกษตรกรพร้อมที่จะนำผลผลิตของตนออกขาย ปรากฏว่าสัญญาล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคมราคาลดลงมาอยู่ที่ $2.00 ต่อถัง และราคาขายในท้องถิ่นอยู่ที่ $1.86 ต่อถัง นั่นคือมีคต่าเบสิส -14 เซนต์ต่อถัง ดังนั้นเกษตรกรจึงขายผลผลิตของตนให้กับผู้ค้าคนกลางที่ราคา $1.86 ต่อถัง

ในเวลาเดกียวกัน เกษตรกรก็ติดต่อกับโบรกเกอร์ และสั่งให้ดำเนินการล้างสถานะสัญญาล่วงหน้าที่ทำไว้ โดยการซื้อสัญญาล่วงหน้าส่งมอบข้าวโพดเดือนธันวาคม จำนวน 4 สัญญา ที่ราคา $2.00 ต่อถัง เนื่องจากในเดือนมีนาคม เกษตรกรได้ทำการขายสัญญาเดือนธันวาคมได้ที่ราคา $ 2.50 ต่อถัง ต่อมาได้ทำการซื้อสัญญาเดือนธันวาคมเช่นกัน ที่ราคา $2.00 ต่อถัง และจะได้รับกำไรจำนวน $0.50 ต่อถัง (ยังมิได้หักค่าคอมมิชชั่น) และสัญญาที่ซื้อมาใหม่เป็นการหักล้างสัญญาที่ขายไว้ เกษตรกรจึงไม่มีภาระใดๆค้างกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าแล้ว

เดือนมีนาคม ขายสัญญาเดือนธันวาคม $2.50 ต่อถัง
เดือนตุลาคม ซื้อสัญญาเดือนธันวาคม -$2.00 ต่อถัง
กำไรจากธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้า $0.50 ต่อถัง

ผลกำไรที่ได้จากการทำธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ชดเชยกับผลของราคาที่ลดลงจากการขายผลผลิตออกจริง
ขายข้าวโพด ให้ผู้ค้าคนกลางท้องถิ่น ได้รับเงิน $1.86 ต่อถัง
บวก กำไรจากการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า $0.50 ต่อถัง
ดังนั้น เกษตรกรขายข้าวโพด ได้ในราคา $1.86 + $0.5 = $2.36 ต่อถัง

ราคานี้ สูงกว่าราคาที่เกษตรกรคาดการณ์ไว้เพียง $0.01 ต่อถัง เนื่องจากค่าเบสิส ที่เกิดขึ้นจริง เป็น -14 เซนต์ ไม่ใช่ -15 เซนต์ ตามที่คาดการณ์ไว้ เกษตรกรจึงขายผลผลิตได้สูงกว่าที่คาดไว้

เมื่อเกษตรกรทำการประกันราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้า นั่นคือการขจัดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงของราคา แต่ไม่ได้เป็นการขจัดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงส่วนแตกต่างของราคาล่วงหน้ากับราคาสินค้าที่ขายได้จริงในท้องถิ่น (หรือค่าเบสิส)

สมมติถ้าราคาข้าวโพดในเดือนตุลาคมสูงขึ้น แทนที่จะลดลง ผลกำไรของเกษตรกรจะยังคงเหมือนเดิม ตราบเท่าที่ค่าเบสิสไม่เปลี่ยนแปลง เช่นถ้าหากผู้ค้าคนกลางรับซื้อที่ราคา $2.75 ต่อถัง ในขณะที่ราคาซื้อขายสัญญาล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคมเท่ากับ $2.89 ต่อถัง ดังนั้นเกษตรกรจะขายข้าวโพดได้ในราคาสูงขึ้น แต่จะขาดทุน -$0.39 ต่อถัง จากธุรกรรมซื้อขายสัญญาล่วงหน้า
เดือนมีนาคม ขายสัญญาเดือนธันวาคม $2.50 ต่อถัง
เดือนตุลาคม ซื้อสัญญาเดือนธันวาคม -$2.89 ต่อถัง
ขาดทุนจากธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้า -$0.39 ต่อถัง

เมื่อชดเชยผลขาดทุนจากธุรกรรมซื้อขายสัญญาล่วงหน้าด้วยราคาขายท้องถิ่นที่ผู้ค้าคนกลางรับซื้อที่สูงขึ้น เท่ากับว่าราคาขายจริงๆของเกษตรกรอยู่ที่ $2.36 ต่อถัง ซึ่งสูงกว่าราคาที่คาดไว้ 1 เซนต์ต่อถัง
ขายข้าวโพด ให้ผู้ค้าคนกลางท้องถิ่น ได้รับเงิน $2.75 ต่อถัง
บวก ขาดทุนจากการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า -$0.39 ต่อถัง
ดังนั้น เกษตรกรขายข้าวโพด ได้ในราคา $2.75 - $0.39 = $2.36 ต่อถัง

ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้อาจสร้างความลำบากใจให้กับเกษตรกรที่ประกันความเสี่ยงไว้ แต่อย่าลืมว่า วัตถุประสงค์ของการประกันความเสี่ยงของผู้ขายคือเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการที่ราคาลดลง ซึ่งกลไกนี้สามารถป้องกันความเสี่ยงได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกันความเสี่ยงก็จะสูญเสียโอกาาสในการทำกำไรจากการที่ราคาสูงขึ้น
ด้วยการใช้ตลาดซื้อขายล่วงหน้ามาป้องกันความเสี่ยง เกษตรกรจึงสามารถล็อคราคาขายผลผลิตของตนไว้ที่ $2.35 ต่อถัง ส่วนผลกำไรของเกษตรกรจะสูงขึ้นหรือลดลงจะขึ้นอยู่กับค่าเบสิส ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของราคา
 

บริษัทในเครือของ www.thaitexgroup.com   


 
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน
บริษัท แอโกรเวลท์ จำกัด

30 บางนาคอมเพล็กซ์ ซอยบางนา-ตราด 25 ถนนบางนา-ตราด กม.3 แขวงบางนา
เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทรศัพท์ 662-744-0888 โทรสาร 662-744-0233